วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ไวรัสซิกา

ไวรัสซิกา'โรคต้องแจ้งความลำดับที่23

สธ.ออกประกาศ 'โรคติดเชื้อไวรัสซิกา' เป็นโรคติดต่อต้องแจ้งความ ยันป่วยอาการไม่รุนแรงหายเองใน 7 วัน แต่ห่วงผลต่อทารกทำพิการ




                       2 ก.พ. 59  ที่กรมควบคุมโรค นพ.อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) พร้อมด้วย พล.อ.ต.สันติ ศรีเสริมโภค ผู้อำนวยการโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยาและที่ปรึกษากรม คร. ร่วมกันแถลงข่าวเกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสซิกา หลังจากที่องค์การอนามัยโรคประกาศให้สถานการณ์ระบาดของโรคนี้เป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน โดย นพ.อำนวย กล่าวว่า ได้มีการออกประกาศเกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสซิกาเพิ่มเติม 2 ฉบับ โดยฉบับแรก ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เรื่อง เพิ่มเติมชื่อโรคติดต่อและอาการสำคัญ โดยระบุว่า อาการสำคัญ ได้แก่ มีอาการไข้ ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ตาแดง บางรายอาจมีผื่นแดงขึ้นตามร่างกาย โดยทั่วไปจะมีอาการป่วยประมาณ 1 สัปดาห์ และฉบับที่ 2 ประกาศ สธ. เรื่อง เพิ่มเติมชื่อโรคติดต่อต้องแจ้งความ ระบุว่า โรคติดเชื้อไวรัสซิกาเป็นโรคที่ต้องแจ้งความ เมื่อพบผู้ป่วยต้องรายงานให้ สธ.ทราบ
                       นพ.อำนวย กล่าวอีกว่า ในการเฝ้าระวังป้องกันโรคจะมีการคุมเข้มเป็นพิเศษใน 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. หญิงตั้งครรภ์ 2. ผู้ป่วยไข้ออกผื่น เป็นกลุ่มก้อน จะมีการลงพื้นที่เพื่อสอบสวนโรคทันที 3. ทารกที่คลอดแล้วมีศีรษะเล็ก และ 4. ผู้ป่วยที่มีอาการปลายประสาทอักเสบ โดยจะเน้น 4 มาตรการ คือ 1. การเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา 2. การเฝ้าระวังทางกีฏวิทยา 3. การเฝ้าระวังทารกแรกเกิดที่มีความพิการแต่กำเนิด และ 4. การเฝ้าระวังกลุ่มอาการทางระบบประสาท นอกจากนี้จะมีการเพิ่มความเข้มข้นในการออกไปสอบสวนโรค หากมีผู้ป่วยอาการเข้าข่ายจะส่งเจ้าหน้าที่ออกไปสอบสวนโรคทันทีและอย่างจริงจัง รวมถึงด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศบริเวณสนามบินจะมีการเฝ้าระวังเข้มแข็งในกรณีที่มีผู้เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคแล้วมีอาการไข้ด้วย อีกทั้งมีการประชุมทางไกลผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ระหว่างนักระบาดวิทยาภาคสนามของประเทศอาเซียนบวก 3 เพื่อปรึกษาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการร่วมกันในการป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อซิกา
                       นอกจากนี้ ประชาชนต้องช่วยกันกำจัดทั้งตัวยุงและแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ทั้งยุงลายบ้านและยุงลายสวน เพราะหากสามารถกำจัดยุงลายได้จะคุมได้ถึง 3 โรค ได้แก่ ไข้เลือดออก ไข้ซิกา และไข้ปวดข้อชิคุนกุนยา ส่วนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางไปในพื้นที่เสี่ยงเมื่อเดินทางกลับมายังประเทศไทยแล้วมีอาการป่วยเป็นไข้ ออกผื่น ให้แจ้งกรมควบคุมโรค ส่วนหญิงตั้งครรภ์ไม่ควรเดินทางไปในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค
                       นพ.อำนวย กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2555 - 2558 มีรายงานผู้ป่วย 2 - 5 ราย ทุกครั้งผู้ป่วยจะหายและยุติโรคได้ ไม่มีการแพร่ระบาดเป็นวงกว้าง ที่ผ่านมาในประเทศไทยจึงยังไม่ถือว่ามีการระบาดของโรค และขณะนี้ยังไม่ถือว่ามีการระบาด ซึ่งข้อมูลจากการสอบสวนโรค พบว่า ผู้ป่วยที่เคยเจอในประเทศไทยมีทั้งที่ติดเชื้อมาจากต่างประเทศ และติดเชื้อจากยุงลายภายในประเทศไทยเอง ซึ่งการที่เจอผู้ป่วยสะท้อนว่าไทยมีระบบเฝ้าระวังที่เข้มแข็งสามารถตรวจจับผู้ป่วยและควบคุมโรคได้อย่างรวดเร็ว ขอให้ประชาชนมั่นใจระบบป้องกันและควบคุมโรคของไทย ส่วนที่ว่ายุงลายเป็นแหล่งรังโรค หรือมีเชื้อไวรัสซิกามากน้อยหรือรุนแรงแค่ไหนนั้น กำลังศึกษา โดยได้ประสานความร่วมมือกับภาควิชากีฏวิทยา มหาวิทาลัยเกษตรศาสตร์ และคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล
   
  
                       พล.อ.ต.สันติ ศรีเสริมโภค ผู้อำนวยการโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กล่าวว่า รพ.ภูมิพล มีผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสซิกาเข้ารับการรักษา 1 ราย เป็นชายไทยอายุประมาณ 20 กว่าปี เข้ารับการรักษาเมื่อวันที่ 24 มกราคมที่ผ่านมา ด้วยอาการไข้ มีผื่น ตาแดง ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว จากการเจาะเลือดส่งตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการยืนยันว่า ไวรัสซิกา ซึ่งให้การรักษาจนผู้ป่วยอาการดีขึ้น และออกจากโรงพยาบาลแล้ว และโรงพยาบบาลได้มีการเฝ้าระวังโดยมาตรการทำลายยุง และแผ่นพับให้ความรู้แก่หญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากโรคนี้ที่น่าห่วง คือ ทารกที่คลอดจากแม่ที่ติดเชื้อซิกา โดยเฉพาะในช่วงที่ตั้งครรภ์อ่อนๆ 12 สัปดาห์ แต่ประเทศไทยยังไม่มีรายงานพบในหญิงตั้งครรภ์
  
  
                       ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ กล่าวว่า โรคนี้มีการระบาดทั่วไป โดยเฉพาะใน 19 ประเทศแถบทวีปอเมริกา ซึ่งที่ประเทศบราซิล พบผู้ป่วยราว 5 ล้านคน และมีทารกที่คลอดมามีศีรษะเล็กมากกว่า 3,000 คน เฉลี่ย 20 คน ต่อหมื่นทารกที่เกิดมีชีพ จากเดิมที่มีเพียง 0.5 คนต่อหมื่นทารกที่เกิดมีชีพ จึงมีการศึกษาว่าไวรัสซิกามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ ซึ่งผลออกมาว่าเชื่อมโยงและเกี่ยวกันได้ ประเทศสหรัฐอเมริกาจึงประกาศไม่ให้หญิงตั้งครรภ์เดินทางเข้าไปในพื้นที่ที่มีการระบาด ทั้งนี้ ตามปกติอาการของผู้ป่วยโรคซิกาจะมีอาการใกล้เคียงกับไข้เลือดออกเดงกี่และไข้ปวดข้อยุงลาย หรือชิคุนกุนยา คือ มีไข้ ออกผื่นและปวดข้อ จึงต้องอาศัยการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ (ห้องแลป) ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยสามารถดำเนินการตรวจได้
                       "ได้มีการประสานไปยังราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย เพื่อให้เฝ้าระวังทารกแรกคลอดที่มีศีรษะเล็กในประเทศไทย และราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ในการหาความเชื่อมโยงโรคติดเชื้อไวรัสซิกาและผู้ป่วยที่มีอาการปลายประสาทอักเสบ ทั้งนี้ หญิงตั้งครรภ์หากเจาะเลือดตรวจจะไม่สามารถบอกได้ว่าทารกติดเชื้อไวรัสซิกาหรือไม่ เพราะแอนติบอดีจะเหมือนกับโรคไวรัสเดงกี่และไข้สมองอักเสบ จะต้องเจาะน้ำคล่ำจึงจะสามารถตรวจได้"
  
                       นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักระบาดวิทยา กล่าวว่า ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสซิกาจะมีอาการน้อยและหายเองได้ใน 7 วัน มีจำนวนน้อยมากที่จะต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล แต่ที่องค์การอนามัยโลกต้องประกาศให้การระบาดของโรคเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น ไม่ได้สนใจว่ามีจำนวนผู้ป่วยโรคนี้มากเท่าไหร่ แต่สนใจและเป็นเรื่องสำคัญเพราะทารกที่คลอดจากแม่ที่ติดเชื้อไวรัสซิกาแล้วเด็กพิการ
                       อนึ่ง โรคติดเชื้อไวรัสซิกานับเป็นโรคติดต่อต้องแจ้งความลำดับที่ 23 โดยที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศโรคติดต่อที่ต้องแจ้งความมาแล้ว 22 โรค ได้แก่ 1. อหิวาตกโรค 2. กาฬโรค 3. ไข้ทรพิษ 4. ไข้เหลือง 5. ไข้กาฬหลังแอ่น 6. คอตีบ 7. โรคบาดทะยักในทารกแรกเกิด 8. โปลิโอ 9. ไข้หวัดใหญ่ 10. ไข้สมองอักเสบ 11. โรคพิษสุนัขบ้า 12. ไข้รากสาดใหญ่ 13. วัณโรค 14. แอนแทร็กซ์ 15. โรคทริคิโนซิส 16. โรคคุดทะราด เฉพาะในระยะติดต่อ 17. โรคอัมพาตกล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียกอย่างเฉียบพลันในเด็ก 18. โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง 19. โรคไข้ปวดข้อยุงลาย 20. ไข้เลือดออก 21. โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา และ 22. โรคเมอร์ส (MERS)

รวบแก๊งฆ่าข่มขืนสาวท้องโยนทิ้งเหว

จากกรณีกลุ่มวันรุ่น 4 คน ลวงชายหนุ่ม อายุ 19 ปี และแฟนสาว เข้าไปฆ่าหมกป่าและข่มขืนฝ่ายหญิงต่อหน้าฝ่ายชาย ก่อนจับโยนลงเหวเพื่ออำพราง แต่ฝ่ายหญิงรอดชีวิตกลับมาได้ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น


เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การซักทอดถึงสาวทอมคนร้ายอีก 1 คน คือ น.ส.ศิริมา ภูพวก อายุ 20 ปี โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมได้แล้ว ขณะที่ผู้ต้องหากำลังหลบซ่อนตัวอยู่ในสวนยางพารา ซึ่งยอมรับว่าเป็นผู้ร่วมในขบวนดังกล่าวจริง แต่ไม่ได้ร่วมลงมือในการสังหารโหดเหยื่อแต่อย่างใด เพียงทำหน้าที่คอยซื้ออาหารให้กลุ่มคนร้ายตามคำสั่งของ นายคิว เท่านั้น
ด้าน พ.ต.อ.วิชัย กล่าวว่า น.ส.ศิริมา ผู้ต้องหารายนี้ ไม่มีบัตรประชาชน ไม่มีชื่ออยู่ในสำเนาทะเบียนบ้าน มารับจ้างเป็นลูกจ้างกรีดยางในสวนยางพารา โดยเจ้าของสวนยางเป็นญาติขของ นายคิว จึงได้นำตัวไปส่งพนักงานสอบสวน สภ.ศรีนครินทร์ ดำเนินคดีในข้อกล่าวหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
ทั้งนี้ผู้ต้องหาทุกคนได้รับสารภาพทุกข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่จึงนำตัวผู้ต้องหาเยาวชน 2 ราย ส่งตัวไปฝากขังที่สถานพินิจของ จ.พัทลุง คาดว่า จะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ในการสรุปสำนวนคดีเพื่อส่งฟ้องต่อศาลเยาวชน ขณะที่ผู้ต้องหา อีก 3 คน ที่อายุเกิน 18 ปี เจ้าหน้าที่ได้ฝากขังไปยังเรือนจำ ก่อนจะเร่งส่งสำนวนคดีต่อศาล เพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเร็วที่สุด


วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2559

คลิปวีดีโอ รุมแย้งรองเท้า ทำไมคนถึงรุมแห่ไปซื้อรองเท้า Adidas NMD R1

สำหรับรองเท้า Adidas NMD R1 นั้นถูกออกแบบมาจากต้นฉบับรองเท้า 3 รุ่น จากช่วงปี 80 อย่างรุ่น Micropacer, Rising Star และ Boston Super แต่นำกลับมาดีไซน์ใหม่และใส่เทคโนโลยีของ Primeknit กับ Boost ของอาดิดาสเข้าไป ให้ความเบาสบาย และยังได้รับความสนใจจากชาวเนตผู้รักในรองเท้ากีฬาเป็นอย่างมาก หลังจากเปิดตัวในโลกออนไลน์ก่อนวางขายเพียงไม่กี่วัน ซึ่งด้วยจำนวนที่จำกัดทำให้ตอนนี้หลายคนต่างเข้าไปประมูลในเว็บไซต์ต่างๆที่ 15,000 บาทขึ้นไป จนถึงหลายหมื่นบาท ทั้งๆที่ราคาจริง 6,990 บาทเท่านั้น



อาดิดาส ออริจินอลส์ ต้อนรับปีใหม่ 2016 ด้วยรองเท้าสุดฮอตมาแรงอย่าง NMD Runner โมเดลใหม่ล่าสุดจากอาดิดาสที่ประสบความสำเร็จจากการเปิดตัวรุ่นลิมิเต็ตไปแล้วเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ครั้งนี้กลับมาสร้างความตื่นเต้นให้กับวงการสตรีทแฟชั่นอีกครั้งกับรุ่น NMD_R1 ที่ผสมผสานดีไซน์สุดล้ำจากการนำนวัตกรรมสุดไฮเทคอย่าง Primeknit มาถักทอ แถมยังให้คุณสมบัติเบาสบาย ยืดหยุ่นต่อการสวมใส่ โดยไหมสีดำเทาที่ถูกนำมาใช้นั้น ได้ถูกจับมาประสานกันอย่างกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวจนทำให้รองเท้าดูสะดุดตาและมีมิติมากขึ้น

รุมแย้งรองเท้าหรู เหมือนซอมบี้

วันนี้ (31ม.ค.59) สังคมออนไลน์ได้มีการเผยแพร่คลิปเหตุการณ์ที่สุดแสนชุลมุนวุ่นวายเกิดขึ้น เมื่อผู้คนพยายามพังประตูเหล็กของร้านขายรองเท้าชื่อดัง เพื่อแย่งชิงกันซื้อรองเท้า ที่เปิดขายวันแรกพร้อมกันทั่วโลก ซึ่งประเทศไทย ได้รับโควตาเพียงแค่ 51 คู่ โดยรองเท้ารุ่นนี้ ราคาประมาณ 6,990 บาท มีจำหน่ายตามหน้าร้านของ Carnival Store และภายในห้างสรรพสินค้า สยามเซ็นเตอร์ เมื่อวานนี้ ( 30 ม.ค. ) ทำให้ ผู้ที่ชื่นชอบและรักรองเท้ารุ่นนี้ ลงทุนต่อคิว ตั้งแต่ก่อนร้านเปิดจนแน่นหน้าร้าน ทำให้ไม่สามารถเปิดการขายได้ 


เนื่องจาก ไม่มีการต่อคิวอย่างเป็นระเบียบ แต่ฝูงชนจำนวนมาก ยังพยายามยื้อแย่งเบียดเสียดเข้าไปในร้านชนิดแทบจะเหยียบกันตาย ทำให้ทางห้างต้องเกณฑ์พนักงานมาช่วยกัน รักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของลูกค้า

นอกจากนี้ แฟนเพจ "ผู้บริโภค" ยังได้เผยแพร่คลิปบรรยากาศการรอซื้อรองเท้าอย่างดุเดือด จำนวน 2 คลิป โดยคลิปแรกเป็นภาพบรรยากาศหน้าร้านที่มีผู้คน พยายามพังกรงเหล็กที่ทางร้านกั้นไว้ พร้อมตะโกนโวยวายเพื่อให้สามารถซื้อรองเท้าให้ได้
ส่วนอีกคลิป เป็นช่วงที่พนักงานในร้านพยายามกันตัวผู้ซื้อให้ออกจากร้าน เนื่องจาก มีการดันทะลุประตูเหล็ก จนประตูกระจกของร้านเกิดความเสียหาย ท่ามกลางเสียงโหวกเหวกของผู้ซื้อ โดยพนักงานในร้านได้ใช้โทรโข่งประกาศขอร้องผู้ซื้ออย่าดันตัวเข้ามา เนื่องจาก ผู้ที่อยู่บริเวณด้านหน้า อาจเป็นลมล้มทับกันได้ พร้อมทั้ง ให้บริการยาดม และ ช่วยเหลือผู้ซื้อบางส่วนที่เป็นลม นอกจากนี้ ยังประกาศให้ผู้ซื้อต่อคิว เพราะเมื่อมีการรุมกัน จนไม่สามารถขายสินค้าให้ได้ กระทั่งตัดสินใจ ใช้วิธีจับฉลากผู้มีสิทธิ ซื้อรองเท้า เมื่อคลิปนี้ถูกแชร์ในโลกออนไลน์ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก เพราะสะท้อนให้เห็นการถึงไร้วินัยของคนไทยบางกลุ่ม ไม่มีการเข้าคิว รุมซื้อรองเท้า เหมือนเหล่าซอมบี้ แย่งกินอาหาร
ด้านผู้ที่ติดตามข่าวสารในวงการรองเท้าประเภทนี้ มองว่า คนกลุ่มใหญ่ที่มาแย่งซื้อรองเท้าราวซอมบี้ น่าจะเป็นกลุ่มพ่อค้า-แม่ค้า ที่หวังนำรองเท้าไปขายต่อ เพื่อทำกำไร มากกว่าอยากได้ไว้ใส่เอง เพราะแม้รองเท้า ที่จำหน่ายตามร้าน มีราคาสูงหลักหลายพันบาท แต่สามารถนำไปขายต่อในราคาหลักหมื่นบาทเลยทีเดียว

เครดิต tlc news

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2559

คลิป เจ้าหมาบิ๊กบู รอเจ้าของนานกว่า 7 เดือน

เจ้าบิ๊กบู สุนัขที่ตกรถ พบเจ้าของแล้ว หลังนั่งรอริมถนน จ.นครศรีธรรมราช นานกว่า 7 เดือน



ชายชาว จ.สุราษฎร์ธานี พร้อมด้วยภรรยา ลูกสาวและลูกชายอีก 2 คน เดินทางเข้ารับสุนัขชื่อบิ๊กบู หลังทำตกรถเมื่อครั้งที่ครอบครัวเดินทางไปเยี่ยมคุณตาที่ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งขณะนั้นสุนัขยังตัวเล็กอยู่จึงใช้เชือกผูกให้อยู่ท้ายกระบะ จนมาพบว่าสุนัขหล่นหายไปขณะมาถึงที่ อ.สิชล และก็พยายามขับรถวนออกไปตามหาแต่ไม่พบแล้ว จึงคิดว่าคนตายไปแล้ว ก่อนที่จะได้ทราบข่าวจากสื่อต่างๆและมารับตัวไปเลี้ยงดูต่อไป